
รายงานการประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการ
วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2551
ณ ห้อง 8308 อาคารบริหารธุรกิจ ศาลายา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
เปิดประชุม เวลา 10.00 น.
ผู้มาประชุม
1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญจน์มณัส พชรบดี ประธานกรรมการ
2. นายศักดิ์สิทธิ์ วิจิตรเตมีย์ รองประธานกรรมการ (คนที่ 1)
3. อาจารย์ประวิตร โหรา กรรมการ
4. อาจารย์สุวิช แย้มเผื่อน กรรมการ
5. อาจารย์บุญเยือน สายแสงทอง กรรมการ
6. อาจารย์อุระสา จุลเสวก กรรมการ
7. อาจารย์กมลพรรณ บินอิบรอฮีม กรรมการ
8. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมพล บุญญสุวรรณโณ กรรมการ
9. อาจารย์อัชฌาพร กว้างสวาสดิ์ กรรมการ
10. อาจารย์เสรภูมิ วรนิมมานนท์ กรรมการ
11. อาจารย์สุรกิจ ปรางสร กรรมการและเลขานุการ
12. อาจารย์ฉ้อยฝ้า แซ่คู่ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ผู้ไม่มาประชุม
1. อาจารย์จักรวาฬ ไชยพัฒน์
2. อาจารย์ปราโมทย์ บุญเต็ม
ผู้ลาประชุม
1. อาจารย์อัญชิษฐา สุพวงแก้ว
ระเบียบวาระที่ 1 เรื่องประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
1. การประชุมสภาคณาจารย์ฯ ในเดือนธันวาคม 2551 ขอปรับเปลี่ยนจากวันที่ 19 ธันวาคม 2551 เป็นวันที่ 12 ธันวาคม 2551 เนื่องจากเป็นช่วงของการสอบกลางภาคเรียนที่ 2/2551 และการประชุมสภาคณาจารย์ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2551 และ 12 พฤศจิกายน 2551 จะประชุม ณ สำนักบริหารบพิตรพิมุขจักรวรรดิ ส่วนในเดือนมกราคม 2552 ประธานสภาคณาจารย์ฯจะขอไปปรับวันเวลาอีกครั้งหนึ่ง ส่วนสถานที่จะเป็นสำนักบริหารเพาะช่าง
2. ผลการเลือกตั้งผู้แทนคณะกรรมการแก้ไขข้อบังคับว่าด้วยการสรรหาอธิการบดี และนายกสภามหาวิทยาลัยฯ ดังนี้
กลุ่มที่ 1 คณะบริหารธุรกิจ ได้ผู้แทนมาจำนวน 2 คน คือ 1. นางสุภาภรณ์ จงภักดีพงศ์ 2. นายเนรัญชลา กำไลทอง
กลุ่มที่ 2 คณะศิลปศาสตร์ ได้ผู้แทนมาจำนวน 2 คน คือ 1. นางสาวอุระสา จุลเสวก 2. นายประวิตร โหรา
กลุ่มที่ 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ได้ผู้แทนมาจำนวน 1 คน คือ นายเฉลิมพล ไชยแก้ว
กลุ่มที่ 4 คณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี คณะอุตสาหกรรมการโรงแรมและการท่องเที่ยว ได้ผู้แทนมาจำนวน 1 คน คือ นางสาวรักชนก พูลสุวรรณ
กลุ่มที่ 5 วิทยาลัยเพาะช่าง ได้ผู้แทนมาจำนวน 1 คน คือ นายปราโมทย์ บุญเต็ม ซึ่งจากจำนวนบุคลากรของวิทยาลัยเพาะช่าง จะมีผู้แทนได้จำนวน 2 คน
กลุ่มที่ 6 กลุ่มหน่วยงานมีผู้แทนได้จำนวน 1 คนแต่มีผู้มาลงสมัครจำนวน 2 คน มีลำดับคะแนนดังนี้
ลำดับที่ 1 นางสาวปัทมา จุตรพันธ์ ลำดับที่ 2 นายศักดิ์สิทธิ์ วิจิตรเตมีย์ ซึ่งตามจำนวนที่ได้ขออนุมัติสภามหาวิทยาลัยฯ มีจำนวน 50 คน แต่มีผู้มาลงคะแนนเสียงจำนวน 87 คน ซึ่งเกินจำนวนที่ได้รับการอนุมัติมา
ระเบียบวาระที่ 2 เรื่องรับรองรายงานการประชุมคณะกรรมการสภาคณาจารย์ฯ ในการประชุมคณะกรรมการสภาคณาจารย์ฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2551 ได้มีวาระรับรองรายงานการประชุมครั้งที่ 8/2551 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2551 ดังนี้
1. ตัดรายชื่อผู้มาประชุม “อาจารย์จักรวาฬ ไชยพัฒน์” ออกเนื่องด้วยเป็นรายชื่อผู้ไม่มาประชุมแล้ว
2. ในระเบียบวาระที่ 3 แก้ไขนามสกุลจากท่าน สมคิด เลิศไพบูลย์ เป็น สมคิด เลิศไพฑูรย์
3. ในระเบียบวาระที่ 4 ดังนี้
- เพิ่มเติมลำดับหัวข้อ เป็น 4.1 เรื่องคณะกรรมการแก้ไขข้อบังคับการสรรหาอธิการบดีและนายกสภามหาวิทยาลัยฯ และ 4.2 เรื่องภาระงานขั้นต่ำ
- เพิ่มเติมคำว่า ผู้เข้าร่วมประชุม ต่อจากคณาจารย์ เป็น คณาจารย์ผู้เข้าร่วมประชุม
- แก้ไขนามสกุลของ นายศักดิ์สิทธิ์ เตมีย์ เป็น นายศักดิ์สิทธิ์ วิจิตรเตมีย์
- แก้ไขคำว่า ขอบขอบคุณ เป็น ขอขอบคุณ ในส่วนท้ายของลำดับที่หัวข้อที่ 4.1
- เพิ่มเติม มติที่ประชุม ในลำดับหัวข้อที่ 4.1 “มติที่ประชุม : นำความคิดเห็นต่างๆ เสนอต่อสภามหาวิทยาลัยฯ”
- เพิ่มเติม มติที่ประชุม ในลำดับหัวข้อที่ 4.2 “มติที่ประชุม : ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง”
ระเบียบวาระที่ 3 เรื่องเสนอเพื่อทราบ
มหาวิทยาลัยฯ มีเอกสารแจ้งให้สภาคณาจารย์ฯได้ทราบ คือแบบหลักฐานการเบิกจ่ายเงินค่าสอนพิเศษและค่าสอนเกินภาระงานสอนตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าสอนพิเศษและค่าสอนเกินภาระงานสอน ในสถานศึกษาและสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2551
ระเบียบวาระที่ 4
4.1 เรื่องการเบิกค่าเช่าบ้าน
ประธานสภาคณาจารย์ฯ เชิญ นายศักดิ์สิทธิ์ วิจิตรเตมีย์ กรรมการสภาคณาจารย์ฯ ให้ข้อมูลการเบิกค่าเช่าบ้านดังนี้ การเบิกค่าเช่าบ้านสามารถเบิกได้ โดยข้าราชการที่เคยปฏิบัติราชการในโครงสร้างสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทเวศร์ เมื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่เป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์และมาปฏิบัติงานในศูนย์กลางศาลายา ซึ่งถือว่าเป็นนิติบุคคลใหม่ สามารถเบิกค่าเช่าบ้านได้ ซึ่งในหลักการเป็นดังนี้ “ ข้าราชการที่มาบรรจุในสังกัดเริ่มแรก บรรจุที่ใดหากโอนย้ายไปสังกัดหน่วยงานอื่นไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน แต่หากบรรจุเริ่มแรก จะมีสิทธ์เบิกค่าเช่าบ้านได้สิทธิ์ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ต้องไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ของหน่วยงานที่ตั้ง”
4.2 การเบิกค่าสอนเกินภาระงานการสอน
ประธานสภาคณาจารย์ฯเชิญ กรรมการสภาคณาจารย์ (อาจารย์ประวิตร โหรา) นำเสนอว่ามีคณาจารย์ที่โอนย้ายมาจากวิทยาเขตพระนครใต้ สอบถามว่าทำไมต้องเป็น 12 คาบ 10 คาบได้หรือไม่ เพราะระเบียบกระทรวงการคลังกำหนดไว้ 10 คาบ ซึ่งอาจารย์ประวิตรโหราได้ให้ข้อมูลกับอาจารย์ท่านนั้นว่า การที่มหาวิทยาลัยฯออกประกาศมาถือว่าเป็นประกาศเฉพาะกิจ เป็นมติชั่วคราว ที่สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขได้ และที่มหาวิทยาลัยฯออกประกาศภาระงานการสอนเป็น 12 คาบ เพราะมหาวิทยาลัยฯ ไม่ได้เตรียมงบประมาณในส่วนนี้ไว้
ประธานสภาคณาจารย์ฯเชิญ กรรมการสภาคณาจารย์ในส่วนของสำนักงานวิทยาเขตวังไกลกังวลเสนอความคิดเห็น อาจารย์อัชฌาพร กว้างสวาสดิ์ แสดงความคิดเห็นว่า ในส่วนของอาจารย์อัชฌาพร ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าสาขาวิชาฯ ตามเกณฑ์ภาระงานสอนขั้นต่ำทำการสอนเพียง 7 คาบ แต่ทำการสอนจริงประมาณ 22 คาบ ซึ่งเกิดขึ้นในปีการศึกษา 1/51 และ 2/51แต่มหาวิทยาลัยฯ กำหนดให้เบิกค่าสอนเกินภาระงานสอน 6 คาบ ซึ่งในส่วนที่เกินภาระงานสอนสามารถเบิกค่าสอนได้ทั้งหมดหรือไม่ ทำไมต้องกำหนดแค่ 6 คาบ ซึ่งมหาวิทยาลัยฯ สามารถประมาณการค่าสอนได้ล่วงหน้าและสามารถเบิกจ่ายให้กับอาจารย์ที่สอนเกินภาระงานสอนได้ทั้งหมดแต่มหาวิทยาลัยฯไม่ยอมจ่ายให้
กรรมการสภาคณาจารย์ฯ (อาจารย์อุระสา จุลเสวก) แสดงความคิดเห็นว่า ตามระเบียบกระทรวงการคลังไม่ได้จำกัดการเบิกค่าสอนเกินภาระงานขั้นต่ำไว้ แต่มหาวิทยาลัยฯมากำหนดไว้เป็น 6 คาบ ซึ่งในขณะนี้มีความได้เปรียบเสียเปรียบเกิดขึ้น เพราะบางกลุ่มวิชามีการเรียนการสอนมาก เช่น กลุ่มวิชาบริหารธุรกิจ มีจำนวนชั่วโมงการเรียนการสอนมาก ถ้าหากต้องการเบิกให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังจำเป็นต้องมาเฉลี่ยจำนวนชั่วโมงสอนใหม่
ประธานสภาคณาจารย์ฯเชิญ กรรมการสภาคณาจารย์ (อาจารย์ฉ้อยฝ้า แซ่คู่) แสดงความคิดเห็นไว้ 2 ประเด็น ประเด็นแรกกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษากำหนดไว้ที่ 10 คาบ ประเด็นที่สองทำไมต้องจำกัดไว้ที่ 6 คาบ เพราะจำนวนชั่วโมงสอนจริงของอาจารย์แต่ละท่านไม่เท่ากัน เช่น บางท่านสอน 22 คาบก็เบิกภาระการสอนเกินได้แค่ 6 คาบ บางท่านสอน 16 คาบก็เบิกส่วนเกินได้ 6 คาบ เช่นเดียวกัน ทำให้เกิดการเหลื่อมล้ำกันมาก ซึ่งอาจารย์ได้นำเสนอไว้ในหลายๆวาระ ว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการกำหนดของมหาวิทยาลัยฯ แบบนี้ ซึ่งอาจารย์ท่านใดทำการเรียนการสอนจำนวนคาบมากก็ควรเบิกได้ทั้งหมดตามภาระงานสอนที่มากตามไปด้วย ส่วนที่มหาวิทยาลัยฯควรทำก็คือการกำหนดเกณฑ์ภาระงานขั้นต่ำให้ชัดเจน
ประธานสภาคณาจารย์ฯเชิญ กรรมการสภาคณาจารย์ (อาจารย์เสรภูมิ วรนิมมานนท์) แสดงความคิดเห็นว่า การที่มหาวิทยาลัยฯกำหนดเบิกค่าสอนเกินภาระงานสอนไว้ 6 คาบ เกิดปัญหาขึ้นมาว่า คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ พยายามเอาจำนวนคาบที่สามารถเบิกค่าสอนได้ไปเฉลี่ยให้กับอาจารย์ที่สอนไม่ถึงเกณฑ์การเบิกบ้าง หรือเกินเพียงเล็กน้อยบ้างทำให้เกิดปัญหา อาจารย์ที่มาปฏิบัติการสอนไม่มีความสามารถในการสอน ซึ่งในขณะนี้มีปัญหาเกิดขึ้นแล้วและเป็นผลกระทบกับหลายๆเรื่อง
ประธานสภาคณาจารย์ฯเชิญ กรรมการสภาคณาจารย์ (อาจารย์บุญเยือน สายแสงทอง) แสดงความคิดเห็นว่า มหาวิทยาลัยฯ มีระบบการประเมินขั้นเงินเดือน และไม่ได้นำภาระงานสอนที่เกินภาระงานสอนมาช่วยเพิ่มเติมในการประเมินความดีความชอบ ซึ่งระบบการประเมินยังเป็นแบบเก่าที่เป็นการประเมินแบบสัดส่วน ซึ่งถ้ายังเป็นแบบเดิมอาจารย์ท่านใดสอนมากก็คงต้องสอนแบบนั้นต่อไป ซึ่งควรจะนำในส่วนนั้นมาประเมินร่วมด้วย และควรจะมีการปรับปรุงระบบการประเมินผลงานใหม่ โดยเพิ่มเติมในส่วนภาระงานสอนที่ไม่สามารถเบิกค่าสอนเกินภาระงานเข้าไปในระบบการให้ขั้นเงินเดือนด้วย และการจัดการเรียนการสอนปัจจุบันยังเป็นภาพเดิมๆของสถาบันฯที่ไม่ได้นำจำนวนนักศึกษามาคำนวณหาจำนวนอาจารย์ที่ควรจะมีตามเกณฑ์ของสกอ. ซึ่งแนวทางในการลดการจ่ายค่าสอนเกินภาระงาน อาจจะเป็นการลดจำนวนนักศึกษาในบางสาขาวิชาฯ ที่มีจำนวนนักศึกษาเกินอัตราของจำนวนผู้สอน หรืออีกแนวทางเพิ่มจำนวนผู้สอน ที่บางแห่งการเรียนการสอนบางรายวิชามีจำนวนนักศึกษาที่มากเกิน ซึ่งต่อไปอาจจะประสบปัญหา คือภาระงานขั้นต่ำไม่เพียงพอ เพราะการแก้ปัญหาของพื้นที่สำนักงานบริหารบพิตรพิมุขไม่รับนักศึกษาในภาคบ่ายในปีการศึกษาต่อไปแล้ว
ประธานสภาคณาจารย์ฯ สรุปประเด็นปัญหาจากคณะกรรมการสภาคณาจารย์ฯว่า
ประเด็นแรก มหาวิทยาลัยฯไม่ควรจำกัดการเบิกค่าสอนเกินภาระงานสอนไว้ที่ 6 คาบ ควรจะเบิกให้ทั้งหมดที่เกินภาระงานสอน ประเด็นที่สอง การเฉลี่ยค่าสอนเกินภาระงานสอนให้กับอาจารย์ทำให้เกิดปัญหา การเรียนการสอนไม่มีคุณภาพ ผลจะเกิดขึ้นกับตัวนักศึกษา เพราะอาจารย์ไม่มีความชำนาญในการสอน ฉะนั้นในที่ประชุมควรหามติที่เป็นกลาง โดยยึดเอาระเบียบกระทรวงการคลัง และระเบียบสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาที่กำหนดภาระงานสอนไว้ที่ 10 เป็นเกณฑ์ เพราะถ้าไม่มีเกณฑ์มารองรับก็จะเกิดการฟ้องร้องขึ้นมากมาย ฉะนั้นในที่ประชุมสภาคณาจารย์ฯช่วยนำเสนอเกณฑ์เพื่อนำเสนอต่อมหาวิทยาลัยฯ
กรรมการสภาคณาจารย์ฯ (อาจารย์ ดร. ประวิตร โหรา) นำเสนอควรเพิ่มอัตรากำลังเข้าทำการเรียนการสอนให้มากขึ้น โดยเพิ่มในส่วนของบุคลากรสายสอนให้เพียงพอ หรือส่งบุคลากรสายผู้สอนที่ยังไม่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทไปฝึกอบรม
กรรมการสภาคณาจารย์ฯ (อาจารย์อุระสา จุลเสวก) นำเสนอว่าตอนนี้มหาวิทยาลัยฯ ใช้งบประมาณเป็นตัวตั้ง มีการนำเงินงบประมาณไปจัดการในเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน เช่น การก่อสร้าง ซึ่งภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยฯ คือการเรียนการสอน และปัญหาของแต่ละพื้นที่มีปัญหาที่ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นมหาวิทยาลัยฯ ควรจะหาทางแก้ไขให้สอดคล้องกับแต่ละพื้นที่ และให้เกิดความเป็นธรรมกับคณาจารย์ในแต่ละพื้นที่ให้มากที่สุด และการแก้ปัญหาเงินค่าสอนเกินภาระงานสอนไม่เพียงพอ การแก้ปัญหาคือหยุดการรับนักศึกษาภาคบ่ายซึ่งเป็นแนวทางการแก้ปัญหาของสำนักงานบริหารบพิตรพิมุขจักรวรรดิที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ของมหาวิทยาลัยฯอย่างมาก ดังนั้นอาจารย์อุระสา จุลเสวกขอให้สภาคณาจารย์ฯ ยืนยันให้มหาวิทยาลัยฯเปิดการเรียนการสอนภาคบ่ายต่อไปไม่ควรยกเลิกหรือตัดทิ้ง
กรรมการสภาคณาจารย์ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมพล บุญญสุวรรณโณ) แสดงความคิดเห็นว่า การเบิกค่าสอนเกินภาระงานสอนของผู้ช่วยศาสตราจารย์สมพลเองที่ไม่ได้รับการพิจารณาภาระงานด้านธุรการนอกเหนืองานการสอนมาเพิ่มเติมให้ด้วย ซึ่งคณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีมีจำนวนบุคลากรที่ไม่ได้รับการพิจารณานำงานธุรการมาคำนวณภาระงานด้วยจำนวน 3 ท่าน โดยคณะฯ มีการกล่าวอ้างว่าไม่ทราบว่าอาจารย์ไปปฏิบัติหน้าที่อื่นนอกเหนือการเรียนการสอนด้วย ซึ่งผู้ช่วยศาสตราจารย์สมพล บุญญสุวรรณโณ ได้ทำหนังสือให้คณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีทบทวนการเบิกค่าสอนเกินภาระงานสอนโดยผ่านท่านประธานสภาคณาจารย์มาด้วยแล้ว
มติที่ประชุม : ในการเบิกค่าสอนเกินภาระงานสอนขั้นต่ำขอให้มหาวิทยาลัยฯดำเนินการให้เหมือนกันทั้ง 4 พื้นที่ และให้มหาวิทยาลัยฯ เปิดการเรียนการสอนรอบบ่ายต่อไป
4.3 เรื่องใบปลิว
กรรมการสภาคณาจารย์ฯ (อาจารย์ฉ้อยฝ้า แซ่คู่) นำเสนอเรื่องใบปลิวที่ออกมาเรียกร้องให้ผู้บริหารเปิดเผยเรื่องงบการเงิน ว่าได้ใช้จ่ายอะไรไปบ้างตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง
กรรมการสภาคณาจารย์ฯ (อาจารย์บุญเยือน สายแสงทอง) แสดงความคิดเห็นว่า สภาคณาจารย์ฯ จะต้องร่วมปรึกษาหารือร่วมกับผู้บริหาร โดยให้ผู้บริหารแสดงข้อมูลให้ประชาคมของมทร.ให้รับทราบความจริง หรือเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา เพราะถ้าไม่เสนอข้อมูลออกมาก็อาจจะทำให้ประชาคมภายนอกเกิดความคิดที่ไม่ดีขึ้นมา ซึ่งอาจจะทำให้ภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยฯ เสียหาย
กรรมการสภาคณาจารย์ฯ (อาจารย์ฉ้อยฝ้า แซ่คู่) แสดงความคิดเห็นว่า ขอให้มหาวิทยาลัยฯ แสดงงบการเงินรายรับ-รายจ่ายย้อนหลัง 3 ปี ซึ่งถ้ามหาวิทยาลัยฯแสดงข้อมูลออกมาก็จะแก้ข้อครหาเรื่องใบปลิวที่ออกมาได้ทั้งหมด
มติที่ประชุม : สภาคณาจารย์ฯ ร่วมปรึกษาหารือกับผู้บริหารเพื่อหาแนวทางแก้ไขเหตุการณ์ดังกล่าว
4.4 รายงานประจำปี
กรรมการสภาคณาจารย์ฯ (อาจารย์กมลพรรณ บินอิบราฮีม) นำเสนอว่า เรื่องวารสารของสภาคณาจารย์ฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ทำอย่างไรให้ได้รับงบประมาณมาเพื่อทำวารสารของสภาคณาจารย์ฯ ในเบื้องต้นอาจจะขอผู้สนับสนุนการทำวารสารก่อน แต่ต่อไปสภาคณาจารย์ฯต้องมีงบประมาณเพื่อการทำวารสาร และการบริหารจัดการเรื่องต่างๆต่อไป
กรรมการสภาคณาจารย์ฯ (อาจารย์ ดร.ประวิตร โหรา) แสดงความคิดเห็นว่า ถ้าการทำวารสารด้วยการขอผู้สนับสนุนในครั้งแรก การทำวารสารในครั้งต่อไป ก็ต้องอาศัยผู้สนับสนุนตลอดไป ฉะนั้น ไม่ควรทำโดยการขอผู้สนับสนุนในครั้งแรก ควรผลักดันงบประมาณของสภาคณาจารย์ฯเข้าสู่ระบบของงบประมาณประจำปีของมหาวิทยาลัยฯให้ได้
กรรมการสภาคณาจารย์ฯ (อาจารย์เสรภูมิ วรนิมมานนท์) แสดงความคิดเห็นว่าในเบื้องต้นอยากทราบจำนวนหน้า การจัดวางรูปแบบ จำนวนเล่ม เพราะอาจารย์รู้จักกับโรงพิมพ์ที่สามารถจะพูดคุยเรื่องการจัดพิมพ์ได้ และคำนวณต้นทุนออกมาก็สามารถเอาตัวเลขไปประกอบการเสนอของบประมาณได้
มติที่ประชุม : มอบประธานสภาคณาจารย์ฯ นำเรื่องงบประมาณของสภาคณาจารย์ฯเข้านำเสนอต่อมหาวิทยาลัยฯ และกรรมการสภาคณาจารย์ฯทุกท่าน รวบรวมประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน ผลงาน เพื่อจัดทำวารสารของสภาคณาจารย์ฯ โดยรวบรวมส่งในครั้งต่อไป
4.5 คณะกรรมการแก้ไขข้อบังคับการสรรหาอธิการบดี นายกสภามหาวิทยาลัยฯ
กรรมการสภาคณาจารย์ฯ (นายศักดิ์สิทธิ์ วิจิตรเตมีย์) นำเสนอว่า ตัวแทนในกลุ่มที่ 6 ที่สภามหาวิทยาลัยฯ มีมติให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 50 คน แต่มีผู้มาลงคะแนนจำนวน 87 คน
กรรมการสภาคณาจารย์ฯ (อาจารย์ดร.ประวิตร โหรา) นำเสนอว่า ประธานแก้ไขข้อบังคับการสรรหาอธิการบดี และนายกสภามหาวิทยาลัยฯ ที่มาจากสภามหาวิทยาลัยฯ เกิดขึ้นก่อนการได้มาของคณะกรรมการชุดแก้ไขข้อบังคับการสรรหาอธิการบดีและนายกสภามหาวิทยาลัยฯ ระเบียบคณะกรรมการสรรหา จะต้องมีการแก้ไขหลายประเด็น สัดส่วนของบุคลากรที่มาจากกลุ่มต่างๆยังไม่เหมาะสม
กรรมการสภาคณาจารย์ฯ (อาจารย์อุระสา จุลเสวก) แสดงความคิดเห็นว่า ระเบียบที่ร่างมาแล้วไม่ผ่านกรรมการ อาจจะมีคณะกรรมการไม่เห็นด้วย และทักท้วงขึ้นมาได้
กรรมการสภาคณาจารย์ฯ (อาจารย์บุญเยือน สายแสงทอง) แสดงความคิดเห็นว่า ตัวแทนที่มาจากคณะและกองต่างๆ และทำหน้าที่ในสภาคณาจารฯย์ ขอให้ปรึกษาหารือกันเองในชุดคณะกรรมการด้วย หากต้องการนำร่างแก้ไขฯ เข้าหารือกับสภาคณาจารย์ฯ ก็ขอให้เป็นมติของคณะกรรมการแก้ไขข้อบังคับ
ประธานสภาคณาจารย์ฯ ฝากให้คณะกรรมการแก้ไขข้อบังคับฯ เขียนระเบียบให้ชัดเจน
มติที่ประชุม : สภาคณาจารย์ฯไม่เห็นด้วยกับมติของสภามหาวิทยาลัยฯที่แจ้งผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในกลุ่มหน่วยงานจำนวน 50 คน ซึ่งขัดแย้งกับประกาศของมหาวิทยาลัยฯที่แจ้งจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในกลุ่มหน่วยงานจำนวน 115 คน ดังนั้นสภาคณาจารย์ฯ จึงมีข้อเสนอแนะให้สภามหาวิทยาลัยฯแก้ไขปัญหาดังกล่าวดังนี้
1. ให้เลือกตั้งใหม่ในกลุ่ม 6 กลุ่มหน่วยงาน
2. ผลการเลือกตั้งในกลุ่มที่ 5 วิทยาลัยเพาะช่าง มีผู้แทนได้ 2 คน แต่มีผู้มาลงสมัครจำนวน 1 คนยังขาดผู้แทนอีก 1 คน ให้เอาผู้แทนในกลุ่มที่ 6 ที่ได้มา 2 คนมาลงในกลุ่มที่ 5 ที่ยังขาดอยู่ 1 คน เพื่อจะได้ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่
ระเบียบวาระที่ 5 เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา
ประธานแจ้ง เรื่องการให้ข้อมูล SAR ของกรรมการสภาคณาจารย์ฯ ที่มหาวิทยาลัยฯไม่ได้ทำหนังสือมาถึงสภาคณาจารย์ให้รับทราบก่อน
มติที่ประชุม : ต่อไปหากมหาวิทยาลัยฯต้องการกรรมการสภาคณาจารย์ท่านใดไปให้ข้อมูล ขอให้ทำหนังสือมาถึงสภาคณาจารย์ฯ ก่อน เพื่อประธานสภาคณาจารย์ฯ แจ้งหรือมอบผู้เกี่ยวข้องต่อไป
ระเบียบวาระที่ 6 เรื่องอื่นๆ
กรรมการสภาคณาจารย์ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมพล บุญญสุวรรณโณ) นำเสนอเรื่องการทำสัญญาทุนการศึกษา จำเป็นต้องนำบิดามารดามาทำสัญญาต่อหน้านิติกรด้วยหรือไม่
มติที่ประชุม : นำเรื่องเข้าประชุมในครั้งต่อไป
ปิดการประชุม เวลา 12.00 น.
.
นายสุรกิจ ปรางสร ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญจน์มณัส พชรบดี
บันทึก/พิมพ์รายงานการประชุม ตรวจ/ทาน รายงานการประชุม